อาลัย น้ำมนต์ /Remembering our Malcolm

4.12.2020

0 comments  


ENGLISH please scroll down

อาลัย น้ำมนต์ จ้อยรักษา

              เมื่อเช้านี้ (เสาร์ 11 เม.ย. 63) ขณะทำโยคะและนั่งวิปัสสนาตามปกติทุกวัน  อยู่ดีๆ ฉันเกิดอาการคับแค้นและขมขื่นในชะตากรรมของ เชคสเปียร์ต้องตาย ถึงขั้นอยากเป็นแม่มดจริงๆ  จะได้สาปแช่งผู้ที่กระทำความอยุติธรรมแก่เราให้ฉิบหายไป เจ็ดชั่วโคตร  หรือไม่ก็ซื้อปืนไปยิงแม่งให้ตายให้หมด  ความรู้สึกนี้ระเบิดขึ้นมาเฉยๆ ราวกับภูเขาไฟอย่างไร้เหตุผล
              เมื่อกี้นี้ พี่สกุล บุณยทัต (บุญรอด) โทรมาบอกว่า  น้ำมนต์เสียชีวิตแล้ว  จะเผาวันนี้  และเราไปงานศพไม่ได้เพราะกรุงเทพกำลังล็อคดาวน์  อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ
              เพื่อชาติที่แบนผลงานที่ดีที่สุดของน้ำมนต์  และยังคงแบนอยู่ 8 ปี ให้หลัง
              หรือว่าน้ำมนต์มาหาเมื่อเช้านี้  มาบอกลา  และระบายความเศร้าเสียใจที่เจ้าฟ้ามั่นคำของเขาไม่เคยได้ออกฉาย  ก่อนที่เขาจะตายในวัยเพียง 38 ปี
              21 เมษายน 2553  มาถึงวันนี้สิบปีเกือบพอดี  เป็นวันเปิดกล้องของ เชคสเปียร์ต้องตาย ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ตึงเครียดจากการประท้วงของผู้สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ที่ราชประสงค์  กองถ่ายรวมตัวกันที่บ้านแฮรี่  แถวพระโขนงแต่เช้าตรู่  ห่างไกลจากการชุมนุมดังกล่าว  คิวบังคับให้เราต้องเผดิมศึกด้วยฉากที่ยากที่สุดที่จะทำให้ดีได้  คือฉากที่เมฆดับ (หมอวิลลี่ - นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย) เดินทางไปอ้อนวอนเจ้าฟ้ามั่นคำ (น้ำมนต์) ที่ลี้ภัยอยู่ต่างแดนให้กลับมาช่วยกันกู้ชาติจากทรราชอันโหดเหี้ยม  ซึ่งแฮรี่ บุณยรักษ์ ใจดีให้เราใช้คฤหาสน์แสนสวยของเขาเป็นวังของมั่นคำ
              ฉากนี้มีนักแสดงเพียงสามคน: น้ำมนต์, หมอวิลลี่ และพี่สกุล ที่เล่นเป็นบุญรอด  ผู้ต้องนำข่าวร้ายมาบอกว่า  ลูกเมียของหมอวิลลี่โดนทรราชสังหารหมดสิ้น  ฉากนี้ปราศจากความฟู่ฟ่าหลอกหลอน  ต่างจากฉากอื่นๆ ในบทละครแม็คเบ็ธ ซึ่งเราเดินตามแทบทุกพยางค์  มีเพียง หัวพูดๆ  ตั้งแต่ต้นจนจบ  ถ้านักแสดงมือไม่ถึง  ใจไม่แท้  ทุกอย่างก็จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  แต่ในสองวันแรกนั้นสามคนนี้  ทำให้ทั้งกองถ่ายโล่งอกและภาคภูมิใจ  ว่าสิ่งที่เรากำลังทุ่มเทสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นมีคุณค่าแน่นอน
              ในคณะละครของวิลเลี่ยม เชคสเปียร์  นักแสดงที่มีอยู่ไม่มากจะต้องเล่นหลายบท  ตามประเพณีนี้  นอกจากเจ้าฟ้ามั่นคำ  น้ำมนต์ยังเล่นเป็น อีกาพญายม ที่คุณหญิงเมฆเด็ดเรียกมาสิงสู่ตนอีกด้วย  และพญายมผู้ถือมีดที่เมฆเด็ดเห็นลอยอยู่ในความมืดหน้าห้องบรรทม  ซึ่งน้ำมนต์ก็เล่นได้อย่างลึกซี้ง  ไม่เกินเลย  และด้วยความเคารพ  เพราะเขาเป็นคนที่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งและความเคารพในสิ่งเร้นลับ  หากว่าอาถรรพ์แม็คเบ็ธมีจริง  ก็ไม่น่ามาคร่าชีวิตทั้งของน้ำมนต์  และหมอวิลลี่ที่เพิ่งจากไปก่อนหน้านี้ไม่นาน
              น้ำมนต์เอ๋ย  เจ้าฟ้ามั่นคำที่รักยิ่งของทุกคน  เธอช่างสวยงามและอาภัพ  ฉันเสียใจที่สุดที่คนไทยยังไม่เคยดูเจ้าฟ้ามั่นคำถกเถียงกับเมฆดับ  เรื่องคุณลักษณะของผู้นำ – ผู้ปกครองแผ่นดินที่เชคสเปียร์เขียนเมื่อ 400 ปีก่อนและยังเหมาะสมกับทุกยุคสมัย  ฉันเสียใจที่เธอไม่เคยได้หลายสิ่งหลายอย่างที่เธอสมควรได้รับ  แล้วเราจะสู้ต่อไปนะจ๊ะ  ขอให้เธอนอนตาหลับ  เป็นสุขสงบ  ด้วยความรู้เช่นเห็นชาติในความยิ่งใหญ่ของผลงาน  ที่เธอสร้างทิ้งไว้ให้เราบนแผ่นฟิล์ม

                                                                              รักมาก
                                                                                 อิ๋ง กาญจนะวณิชย์
                                                                                  ผู้กำกับเชคสเปียร์ต้องตาย
                                                                                        11 เมษายน 2563













Remembering our Malcolm: Nammon Joiraksa

This morning (Saturday 11 April 2020) during my daily, routine and humdrum yoga and meditation, in an instant I was overwhelmed by an extreme wave of bitter outrage over the fate of ‘Shakespeare Must Die’. Its heat was so intense that I longed to be a real witch so I could put a seven-generation curse on all slanderers and perpetrators of this injustice, or failing that, to rush out to buy a gun and shoot them all dead. This explosive energy erupted out of nowhere without any prompting.
Then Prof. Sakul Bunyatat (Ross) phoned to say that Nammon has died quit suddenly and will be cremated today, and we can’t go to the funeral because Bangkok is in Coronovirus Lockdown to “Stay Home, Stop the Virus, for the Nation”.
For the nation that banned Nammon’s greatest work as a national security threat, and continues to ban it today, 8 years later, as the case drags on at the Supreme Administrative Court.
Someone’s suggested that Nammon came to me this morning to say goodbye and to express his grief and disappointment that his Prince Malcolm was not released to the public before his death at the age of 38.

21 April 2010, almost exactly ten years ago, the first day of filming on ‘Shakespeare Must Die’ amidst the tense political atmosphere of street protests by Thaksin Shinwatra’s supporters in mid-town at Rajprasong, cast and crew congregated at a mansion in Phra Khanong since early morning, far away from the protest mayhem. A host of developments forced us to begin with the hardest scene to get right: Macduff (Chatdanai Musigchai or ‘Doc Willie’) visits Malcolm (Nammon) to persuade him to return from exile to liberate his homeland from bloody tyranny. Harry Bunyaraks had generously allowed us to use his beautiful house as Malcolm’s palace.
Only three actors in this scene: Nammon, Doc Willie and Prof. Sakul, who plays Ross, bringer of terrible news of the tyrant’s massacre of Macduff’s wife and children. Unlike the rest of ‘Macbeth’, which we faithfully followed almost to a syllable, this scene is devoid of hallucinatory grandeur. It consists of talking heads from start to end. If the actors are not good enough, or untruthful, the whole thing would fail big time. But in those first two days, these three actors did us proud, blessing us with a huge sense of relief and the conviction that we were embarking on something very worthwhile.
In the Shakespearean practice of actors playing multiple parts, beside the role of Malcolm, Nammon also played ‘the Raven Himself’ as invoked by Lady M to thicken her blood and possess her heart, as well as red-hooded Death who holds the knife that beckons Macbeth to the Royal Chamber (my theatrical, low-cost alternative to the floating dagger). Nammon played both those parts with power, depth, restraint and reverence. He always had a deep respect for cosmic mystery. If the Macbeth Curse is at work as some are beginning to suggest, surely it shouldn’t have come for both Nammon and Doc Willie, who also died unexpectedly not long before.

Dearest Nammon, our beloved Malcolm, you are so beautiful, and so luckless. How sad that Thai people still haven’t seen Prince Malcolm’s discussion with Macduff on the qualities of leaders and rulers of men, which Shakespeare wrote 400 years ago yet remains utterly relevant and contemporary. I’m so very sad that you never received the appreciation and recognition that you richly deserved. We will battle on, my dear, so sleep well in the peace that comes from work well done, the brilliant imprint of your soul that you left behind for us on film.



With so much love from your director & friend,
Ing K
Bangkok in Lockdown,
11 April 2020




อาลัย มงคล อุทก

9.22.2018

0 comments  





พี่หว่องที่รักของเราไปเสียแล้ว
พวกเราโคตรคิดถึงพี่เลย เหลือไว้แต่เสียง
อันทรงพลัง
พี่หว่องไม่ลังเล เมื่อไปขอให้แต่ง
และขับร้องเพลงที่ใช้คำจาก แม็คเบ็ธ
ของวิลเลียม เชคสเปียร์ :

“อนิจจา บ้านเมืองน่าเวทนา
เจ้าแทบไม่กล้ารู้จักตัวเอง
มิอาจเรียกว่าแผ่นดินแม่
แต่เป็นหลุมศพของเรา”

แล้วพี่หว่องก็ทำได้เกินความคาดหมาย
เสียงร้าวลึกอันทรงพลังของพี่หว่องเป็นเสียงในฝัน
ที่เราอยากฟัง ราวตัวแทน เสียงคร่ำครวญของแผ่นดิน
ที่เราสมควรได้ยินในยามวิกฤตเช่นนี้

พี่หว่องของเราจากไปเสียแล้ว เช่นเดียวกับ
แม่มดน้าหนิ่ง +เมฆดับ หมอวิลลี่ เพื่อนร่วมงาน
ผู้เป็นที่รักของเรา โดยที่ผลงานเลิศของเขาเหล่านี้ยังคงถูกแบน
เขาไม่เคยได้ชื่นชมวันแห่งเสรีภาพ
ของ เชคสเปียร์ต้องตาย หนังของเราที่ติดคุก
มานานกว่า 6 ปีแล้ว โทษฐานที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

พี่หว่องเป็นพี่ที่น่ารักที่สุด จริงใจเสมอ
นิ่ง และไม่เคยตัดสินใคร
ขอบคุณสำหรับเพลง อนิจจา
ขอบคุณสำหรับความรัก ความอบอุ่น
และความดีของพี่ ซึ่งแม่งโคตรดีจริงๆ



รักพี่มากๆ
ผู้กำกับ + ทีมงาน เชคสเปียร์ต้องตาย

15 กย. 61, กทม.




IN CONVO WITH: ING KANJANAVANIT

7.21.2018

0 comments  

IN CONVO WITH: ING KANJANAVANIT

On the anniversary of the October 6 student protests, we discuss Ing K’s banned film, Shakespeare Must Die, as the filmmaker submits her final appeal to overturn the censors

Story by  Micaela Marini Higgs OCTOBER 06, 2017
In August, the Central Administrative Court ruled to uphold the 2012 film censor ban of Shakespeare Must Die, the Thai language adaption of Shakespeare’s Macbeth that has been called both a threat to national security and cultural poison. The last film to receive funding from the Culture Ministry under the Abhisit government, the Shakespearean horror includes brief footage of the destruction from the 2010 red shirt riots and visual allusions to the events of October 6th 1976, with critics accusing director Ing Kanjanavanit of anti-Thaksin propaganda and reopening the country’s recent wounds. We spoke to investigative journalist turned documentary and horror filmmaker Ing about how a direct translation of Shakespeare had become so controversial, her experiences challenging the Thai censors, and what it’s like to have her work branded cultural poison.

2Mag: What was the process of securing funding from the Culture Ministry under Abhisit like?

Ing: Some 50 films got that money, we were the last to get it, and we were the only ones that had to submit the script! We had to shoot footage before we got the funding. We were the only ones. They wanted to see the regicide scene, the killing of King Duncan, because the killing of a king is sensitive. We showed it to them uncut and they said, “Wow this is amazing [and] really spiritual. It’s not about the king, it’s not about anything. It’s about conscience, it’s about good and evil within a person, the struggle within a person.” I said, “Yes! That’s Macbeth, it’s a struggle within a guy’s mind. That’s it.”
Still from Shakespeare Must Die, courtesy of Ing K
2Mag: Your 2013 documentary about the censorship process hasn’t been blocked by censors but has been informally blocked from showing in cinemas. Why is that? 

Ing: The Censor Must Die ruling is a big victory. The censors cited a legal clause that says films made of events that really happened don’t need to be submitted. So, theoretically, all cinema verite, films that are absolutely unadorned, like a documentary without narration, which is my style. [So now] I can cite the ruling they made on Censor Must Die and not submit my next documentary, Bangkok Joyride. 

But then they threatened every cinema. According to the cinemas, the censors said, “If you show it we’ll sue you because we never gave them permission to film.” It’s absurd, because when you see the film it’s obvious they’re talking to the camera; the chief of the censor office became so friendly with the camera [that] he became a very endearing character because he was the go-between and [these weren’t] his decisions. That was the main character [of the documentary] right there. It’s kind of sad, meeting him again in court and being on the opposite side of the courtroom. 

2Mag: What makes film censorship so serious and troubling?

Ing: All other artists have full human rights: filmmakers do not. It’s a legal fact. Do you have to submit your artwork [or writing] before you show it? No. But if you make a film, seven people in a dark room—god knows who—can just decide for 60 million people. Why is that, why do I have to accept that, and why aren’t more people fighting it? 

If you don’t fight, you don’t receive. Nobody is going to just hand it to you. From years of writing investigative stuff, I know exactly where the line is, including about the institution. [But the bureaucracy is] timid. They stop about 50 miles before we hit the line. If we don’t keep pushing, the line will [move closer] and we’ll have nowhere left to stand. I’m not looking for trouble, I’m merely trying to reclaim my space. I think people know it’s ridiculous to ban films in this day and age—you can find anything on YouTube. This is an ancient law that should be gone already, [but in Thailand], the film industry, there’s no united front. We have nobody to lobby on our behalf [and] there isn’t any lobbying power. Other filmmakers secretly give me a lot of moral support but never in public—they would be terrified to have their picture taken with me because then they’d be tainted by the radical [element] and the censors [might] come after their films. 

2Mag: Do you think the censorship board is equally applying the same standards to all films? 

Ing: The film we compared in the court case was Boundary, a documentary that had the opposite treatment [from us]. They were banned and the ban was reversed in two days without having to appeal. We used it to prove that there’s political interference in the censor process, [because] how can you be banned and then unbanned in two days without having submitted an appeal?  

Article 112 (lèse majesté) and the film banning law, they’re both meant to protect something. Lèse majesté is supposed to protect the institution of the monarchy and the film ban is supposed to protect the public from cultural poison, but the truth is it actually works in the opposite direction because both laws have been abused and used against political enemies. 112 hurts the monarchy and film-banning dumbs down Thai cinema and the Thai public.

Some films [that are] much more violent than Shakespeare Must Die, nothing happens to them. The film that won best Thai picture this year, By The Time It Gets Dark, is about October 6th! Am I the only one not allowed to talk about October 6th? Not one squeak out of the censors, not one squeak out of the public, nobody objects to that film. In court, one of the judges said to me, “Oh the relatives will be upset, October 6 is recent history. It’s OK to make films about Ayutthaya but you can’t talk about the Bangkok period because it’s too recent.”

The censors actually don’t seem to abide by any rules of any sort. So where’s your security as a filmmaker if the rules are going to change every time there’s a change in government? Where’s the rule of law? Where’s the security of life and property?
Still from Shakespeare Must Die, courtesy of Ing K
2Mag: Do you think a film has the ability to “poison society?”

Ing: No more than anything else. Not any more than an ad for a good life as lived with VISA Card or getting you to drink Coca Cola or eat fast food. I think fast food is more poisonous than a Shakespearean horror movie. Why am I the poison? Because I don’t have the same vision of the love of nation as you do? I don’t make films to criticize because I don’t make propaganda. People might wonder why I’m not defending myself [against all these accusations], but there aren’t enough hours in the day, or there isn’t enough strength in the heart to explain yourself and do what you want to do. Just do what you want to do. 

In my eyes, culturally, [Thailand is still split between] the free Thais and the fascists. Because they’re always telling me that I hate my country, I’m this poison. Who are you to say I’m this evil poison? How dare you. Who are you? Because they think they own Thai identity. I am not Thai, they are. My vision is not Thai, their vision is Thai. Who says so? Who made you God? They really think that it’s one culture, absolute. Normally, you wouldn’t run into that unless you submit your film to censors, and then the shock is tremendous because it’s so far from the normal—when the Thai state turns against you, it’s shocking. The nice easy chilled out Bangkok life, the other side, it turns Kafkaesque
2Mag: How do you respond to claims that the footage of red shirt protests and the film’s Dear Leader character are criticisms of Thaksin and his followers?

Ing: As an artist you absorb everything that happens around you, you’re a sponge. The red shirt riots happened right in the middle of shooting and we had to stop for two weeks. So of course I went out and got footage, footage of burning shopping centers and wreckage. Of course I’m going to get that and I’m going to use it. 

[But] to say I made this to make fun of Thaksin is beyond insane, because everybody else who hates Thaksin just buys a 20 baht whistle, blows the whistle, screams and gets it off their chest. Sitting down, translating Shakespeare, writing a screenplay, casting people, testing actors, shooting a movie, I mean, really? Do you think I would sacrifice years of my life just to make fun of you? I think whoever thinks that is a bit vain. 

It’s Macbeth, word for fucking word: it is the most literal translation. Two percent of the dialogue is mine. It’s all Shakespeare, including the long talking head scene between Macduff and Malcolm where they discuss the qualities of kingship.
2Mag: You and your team are filing a final appeal. If you win, what would that mean?

Ing: If we win, miracle of all miracles, you almost don’t have to change the law because the censors would be automatically restrained [because of precedent]. Which is why they’re not going to let us win, because the ramifications of our victory would be enormous, and I think they know it. But they should go by the facts, by the evidence. If they do, we would win.
Under One Flag, 2006. Photo by Manit Sriwanichpoom