ทบทวนก่อนชี้ชะตา ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ หนังโดนแบนเรื่องที่สองของไทย

8.11.2017

 

by แก้วตา เกษบึงกาฬ 10 สิงหาคม 2560 เวลา 20:39 น.
พูดคุยกับผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ก่อนทราบคำตัดสินว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้ฉายหรือไม่ หลังถูกสั่งแบนมานานห้าปี 
หลังนักทำหนังไทยต่อสู้เรียกร้องให้ภาครัฐยกเลิกการเซ็นเซอร์และแบนภาพยนตร์ตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์ พ.ศ. 2473 มาเป็นเวลานาน การบังคับใช้ระบบเรตติ้งตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ดูจะเป็นความหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการภาพยนตร์ไทยมีอิสระในการแสดงออกมากขึ้น แต่แล้วผลกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อมีภาพยนตร์ถูกระงับฉายถึง 3 เรื่องภายในระยะเวลา 9 ปี คือ 'Insects in the Backyard' ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ และ ‘อาบัติ’

หลังต่อสู้ในชั้นศาลมากว่า 5 ปีนับจากที่โดนสั่งแบนเมื่อปี 2553 ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ เตรียมฉาย 'Insects in the Backyard' แบบจำกัดโรงในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ โดยตัดฉากที่มีปัญหา 3 วินาทีตามที่ศาลกำหนด
สำหรับชะตากรรมของ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ภาพยนตร์ไทยเรื่องที่สองซึ่งถูกแบนภายใต้ระบบเรตติ้งเมื่อปี 2555 นั้น จะทราบคำตัดสินของศาลปกครองในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ว่าจะมีโอกาสได้ฉายที่ไทยหรือไม่ 
Voice TV ได้พูดคุยกับผู้กำกับ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ‘อิ๋ง เค’ และผู้อำนวยการสร้าง มานิต ศรีวานิชภูมิ เพื่อทบทวนเส้นทางการต่อสู้กับระบบเซ็นเซอร์ของทั้งคู่



ที่มาของ ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’
“‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เรียกได้ว่า 97% ของบทภาพยนตร์และภาพยนตร์ทั้งอัน ตรงตัวมาจากโศกนาฎกรรมแมคเบธของวิลเลียม เชคสเปียร์ ซึ่งเป็นบทละครที่ปรากฎอยู่ในหลักสูตรวรรณคดีของเด็กในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษมาเป็นร้อย ๆ ปี คือดิฉันเคยเรียนที่อังกฤษ ตอนอายุ 15 ก็ได้เรียนเรื่องนี้ แล้วก็ประทับใจมาก ยังคิดเลยว่าวันนึงต้องทำอะไรกับละครอันนี้ มันมีทั้งแม่มด มันสนุกที่สุดของเชคสเปียร์ทั้งหมด มันสั้นด้วยและภาพมันแรงทุกคนยอมรับว่าคือแมคเบธของเชคสเปียร์นี่เป็นปู่ทวดของหนังผี เพราะมันผีครบรส มีผีมางานเลี้ยง มีแม่มด ฆาตกรรม เลือดสาด” 

สมานรัชฎ์กล่าวถึงแรงบันดาลใจของเรื่อง พร้อมเน้นว่าเธอต้องการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ให้คนไทยดู จึงดัดแปลงเรื่องราวภายใต้บริบทไทย โดยใช้โครงสร้างละครซ้อนละครเพื่อประหยัดทุนสร้างที่มีอยู่สามล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินสนับสนุนจากกองทุนไทยเข้มแข็ง กระทรวงวัฒนธรรม

5 ปีที่ต่อสู้กับระบบเซ็นเซอร์
“เซ็นเซอร์นี่เป็นเหมือนเผด็จการเลย เป็นอำนาจเผด็จการสุดท้ายมั้งที่เหลืออยู่ เพราะเขาสามารถชี้เป็นชี้ตายกับผลงานที่คนเป็นสิบๆ เป็นร้อยช่วยกันสร้างขึ้นมา” สมานรัชฎ์กล่าว “ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากสู้นะคนทำหนังคนอื่น เรารู้ว่าเขาก็อยากสู้ แต่ทุกคนก็รู้ว่าถ้าสู้กับกองเซ็นเซอร์ซึ่งเขากำชะตาเราเหมือนลูกไก่ในกำมือ นักทำหนังทุกคนเป็นแค่ลูกไก่ไร้ศักดิ์ศรี”

“ในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของฝ่ายราชการก็รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา” มานิตกล่าว
“เมื่อตัวภาพยนตร์ถูกแบน ถูกห้าม เท่ากับว่าเราไม่มีสิทธิ์ที่จะได้ใช้ความเป็นภาพยนตร์ ความเป็นศิลปะสื่อสารกับผู้ชมของเรา อันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ ไม่งั้นเราไม่ทำภาพยนตร์ครับ แต่เพราะเราเชื่อในพลังภาพยนตร์ ศิลปะภาพยนตร์ ที่จะสื่อสารกับผู้ชมอย่างทรงพลังที่สุด เราก็สูญเสียโอกาสนั้นไป … เราขาดความมั่นใจที่จะทำภาพยนตร์ที่มีคุณภาพ เพราะภาครัฐควบคุมและใช้วิธีการตรวจพิจารณาอย่างไม่มีมาตรฐาน หรือจะเรียกว่าสองมาตรฐานก็แล้วแต่ นอกจากนั้นคนที่รู้ว่าเราทำหนังแล้วถูกแบน ใครเขาจะอยากมาทำงานกับเราครับ”

ระหว่างการต่อสู้กับกองเซ็นเซอร์ สมานรัชฎ์ได้บันทึกภาพและเสียงไว้อย่างครบถ้วน ก่อนจะนำมาตัดต่อเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘เซ็นเซอร์ต้องตาย’ และแม้ว่าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์จะอนุมัติให้ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณา เพราะเป็นสารคดีที่บันทึกเหตุการณ์จริง แต่สุดท้ายกลับไม่มีโรงภาพยนตร์ใดนำภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉาย ซึ่งมานิตคาดว่าผู้ประกอบการไม่กล้าและเกรงใจภาครัฐ





โดยก่อนหน้านี้ภาพยนตร์ตลกร้ายเรื่อง ‘คนกราบหมา’ ของสมานรัตน์ ได้ถูกกองเซ็นเซอร์ภาพยนตร์สั่งห้ามฉายในปี 2540 มีเพียงภาพยนตร์สารคดีชายแดนใต้เรื่อง ‘พลเมืองจูหลิง (2551)’ เท่านั้นที่ได้ออกฉายในโรงภาพยนตร์ 
“ถ้าผู้บังคับใช้มีดุลยพินิจที่เปิดกว้างก็จะไม่เกิดปัญหา เพราะดุลยพินิจไม่ใช่เหรอครับที่ทำให้เกิด 2 มาตรฐาน ถ้าเขาพิจารณาตามตัวอักษร ผมว่ามีภาพยนตร์หลายเรื่องที่จะเป็นปัญหาเยอะแยะ แต่ทำไมผ่านไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ของเราที่ถูกแบนด้วยเหตุผลของกรณี 6 ตุลา โดยบอกว่าเราสร้างจากเหตุการณ์จริง เราไม่ได้ทำหนังเกี่ยวกับ 6 ตุลาเลยนะ ต้องเข้าใจก่อน แต่เรามีหนึ่งฉากที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ความรุนแรงของวันที่ 6 ตุลา ภาพยนตร์เรื่องอื่นเช่นล่าสุด ดาวคะนอง ที่ใช้ ค รุนแรง 6 ตุลามาดำเนินเรื่อง … ผมถามว่าทำไมฉากนั้นคุณโอเค ทำไมคุณไม่ใช้เหตุผลนั้นในกรณีผม” มานิตกล่าว
“จริงๆ มันเป็นเรื่องอื่น ทุกคนก็รู้ แล้วก็ไม่ได้รับประกันด้วยว่าตัดตรงนั้นตรงนี้แล้วจะผ่าน เขาไม่ได้พูดยังงั้นเลย เราโดนแกล้งทุกทาง คุณลองไปอ่านลำดับเหตุการณ์ที่เราขึ้นไว้ในเว็บไซต์ (ถอนหายใจ) มันนรกจริงๆ การเดินทางครั้งนี้” สมานรัชฎ์กล่าว



การเดินทางของระบบเซ็นเซอร์
“สิทธิเสรีภาพของคนทำภาพยนตร์ไทยถูกกระทบอย่างรุนแรง คุณจะสังเกตได้ว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หนังไทยแทบไม่โตเลยด้านเนื้อหาสาระ ทางเศรษฐกิจก็ไม่ต้องพูดถึงนะครับ ตัวเลขต่ำเตี้ยมาก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นเลยว่าเป็นผลกระทบที่เกิดจากภาครัฐ สิ่งที่โตอาจมีอยู่อย่างเดียวครับ คือเราเป็นแค่โรงงานผลิต เราให้บริการในการผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศที่เข้ามาในถ่ายทำในไทยเท่านั้นเองที่ยังมีตัวเลขที่โตอยู่ แต่ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเองแทบจะไม่โตเลยอย่างที่เราทราบกัน อันนี้ก็เกิดจากการควบคุมของระบบการเซ็นเซอร์ของไทย เราไม่ต้องไปพูดถึงสภาพโรงภาพยนตร์ที่มีผู้คุมผูกขาดอยู่ 2 เจ้าใหญ่ แล้วอุตสาหกรรมหนังไทย คนทำภาพยนตร์ไทยจะไปไหน ผมว่าก็ยังมองไม่เห็นทิศทางว่าจะไปยังไง ซ้ำร้ายเรื่องการเซ็นเซอร์การแบนก็ยังไม่เห็นอนาคต วันศุกร์นี้ก็จะเป็นตัวชี้ขาดเหมือนกันว่าอนาคตของภาพยนตร์ไทยจะไปอย่างไรกับการควบคุมในลักษณะนี้” มานิตกล่าว

“ในขณะที่ 5 ปีที่เรารอคอยความยุติธรรมอยู่ ก็มีการใช้เซ็นเซอร์เป็นประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเอง … นี่เป็นสิ่งที่ผมมองว่าเป็นปัญหา กลายเป็นว่าภาพยนตร์ที่ถูกแบนอย่างแท้จริงกลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ตั้งใจอย่างมากที่จะไม่อาศัยการฉวยโอกาสเหล่านี้เพื่อการโปรโมตหนังของตัวเอง แต่บริษัทที่ผู้สร้างภาพยนตร์ที่รู้ช่องทางของการใช้เซ็นเซอร์ให้เป็นประโยชน์กับการพีอาร์ภาพยนตร์ของตัวเอง ผมเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับคนทำหนังอย่างเรา”

คาดหวังกับผลตัดสินในวันศุกร์นี้หรือไม่
“ถ้าเป็นข่าวดีมันก็ปาฎิหาริย์ มันไม่ใช่ข่าวดีของดิฉันคนเดียว … ถ้ามีปาฎิหาริย์ มันก็ช่วยมากในการแก้กฎหมาย ทั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมการวุฒิสภาที่เราไปร้องเรียน ทั้ง 2 ฝ่ายก็บอกว่า พ.ร.บ. นี้ต้องแก้ไข สมมติดิฉันหมิ่นประมาทใครในหนัง คุณก็มีกฎหมายหมิ่นประมาท มันมีกฎหมายอาชญากรรมที่จัดการได้หมดทุกอย่างแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมาแบน” สมานรัตน์ กล่าว







From   https://news.voicetv.co.th/entertainment/514567.html

 

0 comments: