Showing posts with label Thaipublica. Show all posts
Showing posts with label Thaipublica. Show all posts

เบื้องลึกแบนหนัง “เชคสเปียร์ต้องตาย”

7.03.2012

0 comments  

http://thaipublica.org/2012/05/shakespeare-must-die/


ความเงียบงันของสังคมหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ถูกคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555 สั่ง “แบน” ไม่อนุญาตให้ออกฉายเป็นการทั่วไป เป็นคำถามที่สื่อมวลชนนานาชาติตั้งข้อสงสัย กังขาต่อท่าทีของรัฐบาลและสิทธิเสรีภาพของคนไทย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับทุนสร้างจำนวน 3 ล้านบาท จากโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้อนุมัติให้สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายกลับเป็นผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมที่ไม่อนุญาตให้ออกฉายเป็นการ ทั่วไป เพราะมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนความจริงของสังคมไทยเกินไป จนอาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคง
นายสมชาย เสียงหลาย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ทำหนังสือที่ วธ.0204.1/12807 ถึงนางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม แจ้งผลการขออุทธรณ์คำสั่งณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 กรณีไม่อนุญาตให้เผยแพร่ภาพยนตร์ไทย เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ในราชอาณาจักร
โดยอ้างถึงการที่ นายมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้อำนวยการสร้าง และนางสาวสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้กำกับภาพยนตร์และผู้อำนวยการสร้าง ได้มีหนังสือลงวันที่ 17 เม.ย. 2555 ขออุทธรณ์ต่อประธานคณะกรรมการภาพยนต์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กรณีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 พิจารณาเห็นว่า ภาพยนต์เรื่องนี้มีเนื้อหาก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฎกระทรวงกำหนดลัษณ์ของประเภทภาพยนต์ พ.ศ.2552 ข้อ 7 (3) จึงมีมติ ไม่อนุญาต โดยจัดเป็นประเภทภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่งในราชอาณาจักร ตามมาตรา 26 (7) แห่ง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551
ในรายงานของนายสมชายยังระบุว่า คณะกรรมการภาพยนต์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ได้จัดประชุมเพื่อพิจารณาอุทธรณ์ ในวันที่ 11 พ.ค. 2555 และพิจารณาเห็นว่า เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” แม้จะดัดแปลงให้เป็นประเทศสมมติก็ตาม แต่ก็มีลักษณะที่สื่อความหมายให้เข้าใจว่าเป็นสังคมไทย และบางฉากยังมีเนื้อหาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐละเกียรติภูมิของประเทศ
นอกจากนี้ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 ได้แจ้งให้ผู้อุทธรณ์พิจารณาแก้ไขเนื้อหาสาระบางส่วน ที่ก่อให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ แต่ผู้อุทธรณ์แจ้งว่าเป็นการนำเสนอความจริงในเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 จึงยืนยันไม่แก้ไข คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ จึงมีมติยกอุทธรณ์ ตามมาตรา 29 แห่งพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551
แหล่งข่าวจากคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติกล่าวว่า ในที่ประชุมเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555 ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีผู้โหวตให้ “แบน” ภาพยนตร์เรื่องนี้จำนวน 18 คน และเห็นควรให้ฉายได้ 4 คน งดออกเสียง 1 คน ที่ประชุมได้มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางถึงเหตุผลสนับสนุนของแต่ละฝ่าย
ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า หากปล่อยให้มีการเผยแพร่ออกไป จะทำให้ความร้าวฉานของคนในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะหนังมีฉากที่อาจตีความเกี่่ยวกับกลุ่มต่อต้านทางการเมือง ดังนั้น แม้ว่าบอร์ดจะถูกโจมตีจากปัญญาชนในประเทศ แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยให้ฉายโดยไม่สามารถควบคุมได้
ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการแบนหนังเชคสเปียร์ต้องตาย เพราะมองในแง่ของศิลปะในการนำเสนอที่จะทำให้ภาพยนตร์ไทยพัฒนาไปอีกระดับ หนึ่ง จึงอยากให้พิจารณาถึงเจตนาของผู้สร้างเป็นหลัก ซึ่งหากคณะกรรมการเห็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสมก็สามารถจัดเรทติ้งผู้ชมให้ต้อง มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปได้ ไม่จำเป็นต้องปิดหูปิดตา ซึ่งคณะกรรมการฯ อาจถูกโจมตีจากสื่อต่างประเทศได้
ขณะเดียวกัน กระทรวงวัฒนธรรมได้รายงานต่อคณะกรรมการฯ ด้วยว่า ในระหว่างการพิจารณาได้แจ้งให้ผู้สร้างตัดฉากที่ไม่สมควรหลายครั้ง โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวกับการทำร้ายคนไทยด้วยกัน ในเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาวันที่ 6 ต.ค. 2519 แต่ผู้สร้างยืนยันว่าไม่สามารถตัดฉากนี้ออกไปได้ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อความเป็นศิลปะของภาพยนตร์ จุดนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการยกเป็นเหตุผลในการสั่งแบนห้าม ฉายครั้งนี้
“แต่เบื้องลึกจริงๆ แล้ว สิ่งที่คณะกรรมการภาพยนตร์กลัวมากก็คือ การโยงหนังเรื่องนี้กับสถานการณ์ชุมนุมทางการเมือง เพราะตัวละครสำคัญในเชคสเปรียร์ต้องตายที่ถูกระบุว่าเป็นผู้มักใหญ่ใฝ่สูงก็ ถูกตีความว่าเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากปล่อยให้ฉายไปจะมีปัญหากับรัฐบาลแน่นอน” แหล่งข่าวระบุ
ไม่เพียงเท่านั้น คณะกรรมการฯ ฝ่ายที่มาจากการเมืองยังมองด้วยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการ “วางยา” ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่อนุมัติโครงการนี้ให้เพราะบทภาพยนตร์จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง สามารถโจมตีฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น หากปล่อยให้มีการฉายก็จะเป็นการซ้ำเติมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังสร้างการปรองดองอยู่ในขณะนี้ รวมถึงอาจถูกตีความเกินเลยไปกว่านั้นได้
ปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรมถือว่าอยู่ในโควตาการดูแลของพรรคพลังชล ซึ่งมีนายสนธยา คุณปลื้ม เป็นแกนนำอยู่ข้างหลัง โดยที่ผ่านมานายสนธยาค่อนข้างมีสัมพันธ์ที่ดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการหลายคนที่ได้รับซีดีไปชมก่อนเข้าร่วมประชุม ส่วนหนึ่งยอมรับว่าไม่สามารถดูหนังเรื่องนี้จนจบได้ เนื่องจากรับไม่ได้กับรูปแบบการนำเสนอที่ไม่เหมือนภาพยนตร์ทั่วไป และมองว่าแม้จะอนุญาตให้ฉายก็ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้อย่างแน่นอน เพราะคนที่ดูจะเป็นคนเฉพาะกลุ่มมาก
นายมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องดังกล่าว ได้ออกแถลงการณ์ถึงการแบนภาพยนตร์ดังกล่าวทันที โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า เราไม่สามารถพูดถึงเรื่องศีลธรรม ความโลภ ความบ้าอำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูงอันไร้ขอบเขตกันได้อีกแล้วในประเทศไทย
“ผู้คนอยู่กันด้วยความกลัว ราวกับว่าอยู่ใต้แม็คเบ็ธในบทละครของเชคสเปียร์จริงๆ มันแปลกประหลาดมากที่องค์กรของกระทรวงวัฒนธรรมลุกขึ้นแบนหนังที่กระทรวง วัฒนธรรมเองเป็นผู้สนับสนุน”
นางสาวสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เชคสเปียร์ต้องตาย กล่าวว่า การที่คณะกรรมการฯ ใช้เหตุผลเรื่องเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 มาเป็นส่วนหนึ่งในการแบนหนังเรื่องนี้นั้นคิดว่าไม่ถูกต้อง เพราะจริงๆ แล้วฉากนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพถ่ายของสำนักข่าวเอพี ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วงที่เกิดความรุนแรงนั้นมีเด็กตัวเล็กๆยืนดูอยู่ และคนไทยด้วยกันยืนสูบบุหรี่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่ในภาพยนตร์ก็มีภาพแสดงความรุนแรงเพียงเล็กน้อยเพื่อบอกว่าเกิดอะไร ขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือสะท้อนไปยังผู้ที่ดูเหตุการณ์นี้อยู่รอบๆ
“เจตนารมณ์ของฉาก 6 ต.ค. 2519 ในภาพยนตร์เรื่องนี้คือต้องการให้คนในชาติเกิดสติ ไม่ถูกปั่นหัว หลอกใช้ให้กระหายเลือด และเราไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 ได้พิจารณาแล้ว มีกรรมการ 3 ท่านใน 7 ท่านที่เห็นว่าไม่ควรเซ็นเซอร์” นางสาวสมานรัชฎ์กล่าว
ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการได้มีการแจ้งว่า ให้ทางผู้ผลิตภาพยนตร์เชคสเปียร์ต้องตายไปตัดฉากความรุนแรงดังกล่าว แต่ทางผู้ผลิตยืนยันว่าไม่สามารถตัดได้ อีกทั้งยังไม่มีอะไรการันตีว่า หากมีการตัดทอนฉากที่มีความสำคัญแล้วภาพยนตร์จะได้เข้าฉายจริงหรือไม่
นางสาวสมานรัชฎ์กล่าวว่า หลังจากนี้คงจะเดินหน้าเรียกร้องตามสิทธิเสรีภาพ โดยทีมงานอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่ง ชาติ หรือทางกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วยหรือไม่ ขณะเดียวกันคงจะมีการฟ้องร้องไปยังศาลปกครองด้วย แต่ต้องการทำให้เอกสารข้อมูลแน่นหนาสมบูรณ์ที่สุดก่อน

ย้อนดูจุดเริ่มต้น ก่อนถึงจุดจบเชคสเปียร์

ภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) ดัดแปลงจากบทละครโศกนาฏกรรม “แม็คเบ็ธ” ของ “วิลเลียม เชกสเปียร์” นักประพันธ์ระดับโลก ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบละครซ้อนละคร ดำเนินเรื่องควบคู่กันไป มีเหตุการณ์สองส่วนคือ ละครเวทีและโลกภายนอกในเหตุการณ์ร่วมสมัย
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับงบประมาณจากองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็ง จำนวน 3 ล้านบาท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เนื่องจากมีการเรียกร้องว่างบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านบาท ตกอยู่กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ของ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” ทำให้ “เจ้ย-อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับหนังนอกกระแส และ มานิต ศรีวานิชภูมิ โปรดิวเซอร์เชคสเปียร์ต้องตาย ได้ร่วมกันเป็นหัวหอก ออกมาเรียกร้องเพื่อให้แบ่งงบประมาณให้กับหนังเล็กๆ ด้วย
สุดท้าย ภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตายจึงได้รับงบประมาณ “ก้อนสุดท้าย” จากกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และมีกำหนดออกฉายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555
หนังเรื่องนี้มีตัวละครนำชื่อ “เมฆเด็ด” (Mekhdeth) เป็นขุนนางที่ล้มอำนาจกษัตริย์ และสถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เมฆเด็ดลุ่มหลงในอำนาจ เกิดหวาดระแวงว่าจะถูกล้มล้าง จนต้องฆ่าใครต่อใครเพื่อจะได้อยู่ในอำนาจต่อไป เรื่องราวทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่ชื่อว่า “บุญรอด”
ภาพยนตร์มีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มีการนำฟุตเทจภาพความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552 มาใช้ด้วย จึงถูกนำมาโยงกับปัญหาความไม่สงบในบ้านเมืองและตีความว่าผู้มักใหญ่ใฝ่สูงใน เรื่องคืออดีตผู้นำประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ระหว่างการพิจารณาข้ออุทธรณ์ของผู้สร้าง ทางเจ้าหน้าที่กองเซ็นเซอร์ยังมีการตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับฉาก เสื้อผ้า และอัญมณีที่ใช้ในภาพยนตร์ ว่าเกี่ยวกับกับเรื่องจริงในสังคมไทยหรือไม่ รวมทั้งยังมีการสอบถามถึงแนวคิดของผู้สร้าง เกี่ยวกับการปกครองของประเทศด้วย
สุดท้ายด้วยเหตุผลมากมายร้อยแปด นำมาซึ่งความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่ง ชาติสั่ง “ห้ามฉายอย่างเด็ดขาด” เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2555

ประเด็นฮอตในโซเชี่ยลมีเดียรอบสัปดาห์ – คาร์บอมบ์หาดใหญ่-ยะลา และเชคสเปียร์ต้องตาย

4.08.2012

0 comments  

Thaipublica

http://thaipublica.org/2012/04/hot-issues-social-media-week-14-2012/




7 เมษายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชี่ยลมีเดียในรอบสัปดาห์ 1 – 7 เมษายน 2555

เรื่องแรก ทั้งฮอตทั้งดังบึ้มเลยทีเดียว กับเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ ‘ยะลา-หาดใหญ่’ ทำให้อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า ได้รับความเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

สำหรับความคืบหน้าระเบิดหาดใหญ่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายนำรถมาจอด แล้วมีรถจักรยานยนต์มารับไป ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้ทั้งหมด และทางเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยที่มีลักษณะคล้ายในกล้องวิดิโอ ได้แล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ โดยก่อนหน้านี้ได้ตั้งค่าหัวคนร้ายทั้ง 2 คน เพิ่มจากเดิมคนละ 500,000 บาท เป็นคนละ 1,000,000 บาท

ทางแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความมั่นใจว่าเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดิมในพื้นที่ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถสลายกลุ่มไปได้ แต่ล่าสุดกลุ่มคนเหล่านี้สามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง หรือที่เรียกกันว่า “รีกรุ๊ป” โดยเฉพาะขณะนี้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้ง 3 จังหวัด และสามารถติดต่อประสานการปฎิบัติงานร่วมกันได้

7 เมษายน 2012

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากสุดในโซเชี่ยลมีเดียในรอบสัปดาห์ 1 – 7 เมษายน 2555

เรื่องแรก ทั้งฮอตทั้งดังบึ้มเลยทีเดียว กับเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ ‘ยะลา-หาดใหญ่’ ทำให้อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า ได้รับความเสียหาย และมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

สำหรับความคืบหน้าระเบิดหาดใหญ่ จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเส้นทางที่คนร้ายนำรถมาจอด แล้วมีรถจักรยานยนต์มารับไป ซึ่งกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพได้ทั้งหมด และทางเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวผู้ต้องสงสัยที่มีลักษณะคล้ายในกล้องวิดิโอ ได้แล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ โดยก่อนหน้านี้ได้ตั้งค่าหัวคนร้ายทั้ง 2 คน เพิ่มจากเดิมคนละ 500,000 บาท เป็นคนละ 1,000,000 บาท

ทางแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความมั่นใจว่าเป็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มเดิมในพื้นที่ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สามารถสลายกลุ่มไปได้ แต่ล่าสุดกลุ่มคนเหล่านี้สามารถกลับมารวมตัวกันได้อีกครั้ง หรือที่เรียกกันว่า “รีกรุ๊ป” โดยเฉพาะขณะนี้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั้ง 3 จังหวัด และสามารถติดต่อประสานการปฎิบัติงานร่วมกันได้

จุดคาร์บอมบ์ ที่มาภาพ : httpswww.facebook.comnationweekend

จุดคาร์บอมบ์ ที่มาภาพ : httpswww.facebook.comnationweekend

โดยกลุ่มที่ปฎิบัติการลอบวางระเบิดคาร์บอมในพื้นที่ จ.ยะลา ที่ผ่านมานั้น จากพยานหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นฝีมือของกลุ่มนายสาหูดิน โต๊ะเจ๊ะมะ แกนนำก่อเหตุรุนแรงระดับสั่งการ นายซัยฟุลลอฮ หรือซัยฟุลดิน ซาฟรุ ผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง โดยนายซัยฟุลดินเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับนายไฟศอล หะยีสะมะแอ ผู้ต้องหาในคดีลอบวางระเบิดสนามบินหาดใหญ่

นอกจากนั้น ยังได้ทีมจากพื้นที่ อ.ธารโต จ.ยะลา นายอับดุลเลาะ ปูลา ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิดนายมะซอเร ดือราแม ผู้ต้องหาลอบวางระเบิดในพื้นที่ จ.ปัตตานี เป็นเพื่อนกับนายอับดุลเลาะ ปูลา ซึ่งผู้ต้องสงสัยทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกันได้ และเชื่อว่ามีการประชุมวางแผนกันในพื้นที่บ้านไบท์ ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 อาทิตย์

เหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้รายงานว่า เป็นเหตุการณ์ที่ทุบตลาดท่องเที่ยวสู่ภาวะชะงักอีกครั้ง และนับเป็นเหตุก่อการร้ายที่รุนแรงไม่แพ้ที่เคยเกิดขึ้นที่หาดใหญ่ 4 ครั้งก่อน โดยเหตุครั้งนี้น่าจะทำให้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ควรจะไหลเข้า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ดังกล่าวสูญหาย แต่เป็นเพียงระยะสั้น (3 เดือน) ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับมาตรการในการควบคุมและแก้ไขสถานการณ์ของทางการว่าจะ ฟื้นความเชื่อมั่นได้รวดเร็วเพียงใด

“ประเทศไทยต้องการความสามัคคี และความสงบสุข แล้วพวกท่านว่างมากหรือ ไม่ไปขุดดินปลูกผัก ปลูกหญ้าขายไม่ดีกว่าหรือ พอที่เถอะหยุดแบ่งได้แล้ว ประเทศไทยจะไม่แบ่งให้ใครแล้ว”

“กรณีเรื่องภาคใต้ ขอแสดงความคิดเห็นนะครับ กรณีระเบิดโรงแรมหาดใหญ่ หลังจากมีเรื่องและตำรวจโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่าขณะนี้มีรถยนต์ต้องสงสัยอีก 7 คันที่ถูกขโมยเพื่อนำไปใช้เป็นคาร์บอมส์ เมื่อรถถูกขโมยไปทำไมตำรวจไม่ทำหน้าที่ตามจับปล่อยให้ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน นับปี สงสัยแกล้งไม่จับหรือตำรวจรู้แผนยุทธวิธีของการเมือง หรือตำรวจ-ทหารจะหักหลังกัน สงสัยแล้วสุดท้าย โยนบาปไปให้ขบวนการต่าง ๆ ของภาคใต้เป็นความคิดเห็นครับ”

“การระเบิดคราวนี้มีเป้าหมายสองอย่าง หนึ่งคือ กล่าวหาให้ร้ายว่ารัฐบาลปราบโจรใต้ไม่สำเร็จ สอง คือ โจรแบ่งแยกดินแดนบรรลุผลสำเร็จไปขั้นหนึ่ง ในขณะเดียวกันคนที่สนับสนุนพวกโจรฆ่าคนไทยก็คือพวกนักการเมืองชาวใต้ด้วยกัน ก็เพิ่มพูนความมั่งคั่งจากการค้าน้ำมันเถื่อน กักตุนน้ำมันปาล์ม และยึดที่ดินของรัฐไปเป็นสมบัติส่วนตัว”

“สวดมนต์ ภาวนา ขอให้ประเทศไทย เข้าสู่สภาวะสงบสุขโดยไว”

เรื่องที่สอง จากกรณีที่ทีมงานผู้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” (Shakespeare Must Die) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ได้รับทุนสร้างจากกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2553 ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จและเข้าตรวจพิจารณาปีนี้ แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ ให้เผยแพร่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งก็คือการได้รับ “เรต ห” หรือ “ห้ามฉาย” นั่นเอง

โดยทีมงานอ้างว่า “หนังเรื่องนี้ไม่ได้รับความเห็นชอบ “ให้ฉาย” จากกรรมการเซ็นเซอร์ จำนวน 7 คน เพราะเกรงว่าคนดูจะแยกไม่ได้ว่าอันไหน “เรื่องจริง” หรือ “เรื่องแต่ง” ก่อนที่จะระบุว่า “เราไม่ได้รับอนุญาต ให้ฉายในราชอาณาจักรไทย” และกล่าวยืนยันว่า “นี่คือบทหนังที่ถอดมาจากบทประพันธ์ของเชคสเปียร์ตัวต่อตัว คำต่อคำ”

หากทางผู้สร้างภาพยนตร์ “เชคสเปียร์ต้องตาย” ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการภาพยนตร์ฯ สามารถขออุทธรณ์คำตัดสินกับทางคณะกรรมการภาพยนตร์ฯ และกระทรวงวัฒนธรรม ได้ภายใน 15 วัน ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ทำให้ขณะนี้ทุกฝ่ายจึงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะคณะกรรมการภาพยนตร์ฯ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ กระบวนการยังไม่จบ จึงไม่เหมาะสมที่จะแสดงความคิดเห็น


ภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย (ShakespeareMustDie) ที่มาภาพ : httpprachatai.comjournal20120439958

ภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย (ShakespeareMustDie) ที่มาภาพ : httpprachatai.comjournal20120439958

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นจากบทละคร ‘โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ’ (The Tragedy of Macbeth) ของวิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีเอกของโลก เป็นเรื่องราวของขุนพลที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไร้ขอบเขตและคลั่งไคล้ในไสย ศาสตร์ เมื่อมีแม่มดมาทักว่าจะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า และโดยการยุยงของภรรยา เขาสังหารพระราชาเพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์

แม็คเบ็ธปกครองแผ่นดินด้วยความบ้าอำนาจ พาให้บ้านเมืองตกอยู่ในยุคมืดมนแห่งความหวาดกลัว โดยที่ตัวเขาเองก็ปราศจากความสุข ต้องใช้ความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาอำนาจของตน ละครเรื่องแม็คเบ็ธนี้ ได้มีการจัดแสดงโดยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ยังบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของเด็กมัธยมต้นทั่วโลกมายาวนาน และได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง โดยนักทำหนังอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

“เนื้อเรื่องเดิมไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่พอมาทำเป็นหนังไทย ภาพที่เอามาเล่าเรื่อง จังหวะคำพูด กับภาพเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ในอดีตมาใช้ คนดูปกติที่ไม่รู้เรื่องราวเดิมอาจจะงง คนอนุมัติก็คงลำบากใจ ขนาดผมดูละครเดิมกับหนังยังงง นี้มันเรื่องเดียวกันใช่เปล่า แต่ผมว่า คนสร้างเอง เอาภาพเหตุการณ์บ้างภาพสอดแทรกในหนังเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่ บทละครเดิมมันคนละเรื่องกันเลย ถ้าจะทำหนังเกี่ยวกับการเมืองคงยาก ไม่ใช่ยุครัฐบาลนี้หรอก ยุคไหนก็คงยาก เพราะการเมืองสำหรับสังคมไทยมันอ่อนไหวเหลือเกิน”

“การวิจารณ์ใดไม่ว่าจะเป็นศิลปะหรือไม่ ถ้าตัวงานนั้นสามารถถูกวิจารณ์กลับได้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่การพูดถึงสิ่งใดว่าดี โดยห้ามวิจารณ์ว่าจริงหรือไม่ นั้นน่ากลัวเสียกว่า”

“เอาอะไรมาเป็นตัววัดว่าอะไรดีไม่ดี สำหรับคนดู คนดูแล้วจะเชื่อจะคิดอย่างไรคนแต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเองเขาจึงมี เรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลมาให้ระมัดระวังกัน ไม่ให้ไปก้าวก่ายคนอื่นที่คิดต่าง เชื่อต่าง (ประชาธิปไตย) แล้วคนเพียงไม่กี่คนเอาอะไรมาวัดว่าเขาจะมีสิทธิเป็นคนมา ตัดสินว่าสิ่งใดเหมาะไม่เหมาะกับประชาชน หลายสิบล้าน เห็นด้วยกับการจำกัดอายุ มากกว่าที่จะห้ามฉาย อย่าทำเหมือนกับคนไทยทุกคนเป็นเด็กอมมือที่ไม่รู้ว่าอะไรดีชั่ว ต้องให้คนหยิบมือหนึ่งที่มีคนเลือกมาให้คิดแทน”

“แค่หนังก็กลัว จะปิดหูปิดตากันไปถึงไหน คนไทยคิดอะไรไม่เป็นแล้วเหรอครับ”

เรื่องที่สาม การถกเถียงกันระหว่างกฎหมายเรื่องเพศ เมื่อ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักพูดและพิธีกรชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกฏหมายดังกล่าว หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติผ่านร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ เสนอโดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีหลักการป้องกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศทั้งเพศ ชาย เพศหญิง หรือเพศที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด เช่น เกย์ กะเทย ทอม ดี้ ว่าเป็นกฏหมายที่มีหลักการดี เพราะให้ความคุ้มครองทั้งชาย หญิง และกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ

แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหามาตรา 3 ซึ่งระบุว่าห้ามแบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิประโยชน์ใดๆ ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเพศที่สาม เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุผลทางวิชาการ ทางศาสนา หรือเพื่อประโยชน์ทางสาธารณะ ประเด็นนี้ถือว่าไม่ได้คุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมอย่างแท้ จริง เพราะกฎหมายเขียนข้อยกเว้นจึงทำให้เกิดการตีความกฎหมายอย่างวุ่นวาย และอาจจะทำให้มีความขัดแย้งหรือข้อพิพาทในสังคมมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงขอเสนอให้ตัดข้อยกเว้นนี้

อ.เสรีบอกต่อว่า กฎหมายให้ตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ แต่ไม่ระบุว่าควรจะมีตัวแทนเกย์ กะเทย ทอม ดี้ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการแต่อย่างใด จึงเสนอว่าควรจะมีกลุ่มตัวแทนเหล่านี้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเข้าร่วมเป็น กรรมการด้วย

“จะยกเว้นเรื่องอะไรก็ยกเว้นไป แต่เรื่องศาสนา ขอได้ไหม ขอให้ตรงตามเพศจริงน่าจะดีกว่า แม่ชีเป็นเพศทางเลือก คงดูจะไม่เหมาะ อีกอย่างป้องกันพวกโรคจิต แกล้งทำเป็นหญิง แต่งหญิงแต่ไม่ได้ตัดออก แล้วไปข่มขืนแม่ชี จะทำไง นี่ก็เป็นจุดอ่อนได้เหมือนกันนะครับ เพศที่สามก็ควรระบุเป็นเพศที่สามไป ไม่ควรโอนไปอีกเพศเช่น เป็นชายใจหญิงจะใช้นางสาว คิดว่าน่าจะมีคำนำหน้าขึ้นมารองรับน่าจะดีกว่า เพราะเราก็ต้องยอมรับว่า เขาไม่ใช่หญิงแท้ แต่ไม่ใช่รังเกียจ เพราะต้องยอมรับว่า แกล้งเป็นเพศที่สาม เพื่อใกล้ชิดผู้หญิงมันก็มี”

“เรื่องทางเพศทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมก็จริงนะครับ แต่การที่เพศที่สาม เรียกเพศหญิงก็ควรให้เกียรติกันด้วย เท่าที่ผมเห็นมาส่วนใหญ่ ได้ยินกระเทยเรียก ผู้หญิงว่า “อีชะนี” ไม่ทราบว่า ในเมื่อสังคมยอมรับคุณ ทำไมไม่ให้เกียรติ เพศอื่นบ้างล่ะครับ”

“เรียกร้องจังเลย งั้นใส่ไปให้ครบ เช่น บัตรประชาชน (ต้องระบุด้วยหรือเปล่า)ว่า ชาย หญิง เกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ และใบสมัครงานควรระบุด้วย กระเทย แปลงเพศแล้ว จะระบุ นางสาว หรือ นาง หรือ ชาย ดี ตลกกับชีวิตจัง ศาสนาเดิมที เขาก็มีแต่อุบาสก อุบาสิกา หรือจะเอา อุบาตุ๊ด อุบาเกย์ ด้วยมั๊ย”

“จริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง เพราะธรรมชาติสร้างเพศมาเพื่อหน้าที่ทางการสืบพันธุ์เท่านั้น ส่วนหน้าที่ต่างๆ บนโลก ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ว่าคนนั้นทำสิ่งนี้ได้ สิ่งนี้ทำไม่ได้ ฝากไปยังคนที่รังเกียจเพศทางเลือกนิดนึงครับ พวกคุณจะมาตั้งแง่รังเกียจหรือตำหนิว่า พวกเราไม่ดีได้อย่างไร ชายจริงหญิงแท้ไม่ดีก็มีเยอะแยะไป เพียงแค่ชาวเพศทางเลือกมีประเด็นไม่ดีหรือเรียกร้องขึ้นมา มันเป็นที่จดจำมากกว่าก็เท่านั้น ถ้าจะมองตามหลักชีววิทยาและตามหลักธรรมชาติแล้ว ชายจริงหญิงแท้ควรที่จะขอบคุณชาวเพศทางเลือกด้วยซ้ำไป เพราะพวกเราถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติ ตามธรรมชาติและเพื่อธรรมชาติ ในแง่ของการรักษาสมดุลและควบคุมจำนวนประชากรที่จะขยายเผ่าพันธุ์นะ”

เรื่องที่สี่ ฮือฮาเมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กหญิงวัย 10 ปี ชนพื้นเมืองเผ่าวาฮู ที่มีถิ่นฐานอยู่ที่คาบสมุทรลา กวาฮีร่า ทางตอนเหนือของประเทศโคลัมเบีย กลายเป็นหนึ่งในแม่ที่อายุน้อยที่สุดในโลก หลังให้กำเนิดลูกสาวที่สุขภาพแข็งแรง

โดยเธอไปถึงโรงพยาบาลเพราะมีเลือดออก และน้ำตานองหน้าด้วยความเจ็บปวดจากการบีดรัดตัวของมดลูก แพทย์ตัดสินใจเสี่ยงผ่าตัดให้เธอเนื่องจากอายุเธอยังน้อย และหลังผ่าตัด ทั้งแม่และลูกที่มีน้ำหนัก 5 ปอนด์ หรือ 2.26 กิโลกรัม ต่างปลอดภัยทั้งคู่ โดยเด็กหญิงยังไม่รู้เรื่องการเป็นแม่คน และไม่ยอมให้ลูกดูดนม

ทั้งนี้ ทางตำรวจโคลัมเบียอาจมีการดำเนินคดีสามีของเด็กฐานมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ซึ่งทางชุมชนยังไม่ยอมเปิดเผยว่าเป็นใคร แต่หนังสือพิมพ์โคลัมเบียได้ตั้งข้อสงสัยว่า จะเป็นเด็กวัยรุ่นวัย 15 ปี แต่บางฉบับเชื่อว่าเป็นชายวัย 30 ปี ขณะที่รัฐธรรมนูญของโคลัมเบียได้รับรองให้ชาวเผ่าวาฮูปกครองตนเอง มีอธิปไตยและมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งรวมถึงการมีลูกกันตั้งแต่อายุยังน้อยด้วย

“สงสารเด็กนะคะ แต่ดีแล้วคะที่ไม่ทำแท้ง อีกหน่อยน้องเขาจะเข้าใจความเป็นแม่เองคะ”

“น้องคนนี้ เขาคลอดเด็กออกมา อย่างน้อยน้องคนนี้ ก็ไม่ทำแท้งนะครับ เราควรจะให้กำลังใจ และยินดีไปกับเค้านะครับ บางครั้งอาจเกิดการผิดพลาดได้ แต่เค้าก็เลือกที่จะให้ คนๆ นึงลืมตาดูโลกขึ้นมานะครับ สู้ๆ นะครับน้องเป็นแม่ที่ดีของอนาคตให้ได้”

“สังคมสมัยนี้ เปลี่ยนไปหมดแล้ว พัฒนาการมนุษย์ ไม่เป็นไปตามวัยอันสมควรเลย”

“คนที่ผิด คือ ผู้ชายเลยนะเนี่ย หน้ามืดตามัว แต่สมัยนี้เรื่องแบบนี้ ก็เกิดขึ้นจากความไม่ยับยั่งชั่งใจ ของผู้ชายทั้งนั้น”

“ขออย่าได้เกิดกับเด็กใดๆ ในโลกอีกเลยเหตุการณ์อย่างนี้ สงสารและเวทนาชีวิตเด็กจริงๆ”

เรื่องที่ห้า ชาวเน็ตฮือฮาเมื่อเจอภาพ โน้ส อุดม แต้พานิช ร่วมงานธุดงค์วัดพระธรรมกาย ที่จัดโครงการธุดงค์ธรรมชัย โดยพระภิกษุสามเณร จำนวน 1,500 รูป เดินธุดงค์จากวัดธรรมกาย เพื่ออัญเชิญรูปหล่อทองคำหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญ ทำให้เกิดกระแสในโลกอินเทอร์เน็ตมากมาย ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะนอกจากภาพการเดินของพระสงฆ์บนกลีบกุหลาบทั้งสองข้างทางแล้ว ยังทำให้การจราจรในเมืองกรุงติดขัดอย่างมากอีกด้วย

อีกทั้งเมื่อเว็บไซต์ dmc.tv ของวัดพระธรรมกาย เผยแพร่ภาพนักพูดเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง “โน้ส อุดม แต้พานิช” แต่งชุดขาวแบบอุบาสกไปร่วมกิจกรรมของวัดพระธรรมกายด้วย โดย โน้ส อุดม ได้นั่งอยู่ในแถวของประชาชนที่มารอต้อนรับพระธุดงค์ และร่วมโปรยดอกไม้ร่วมกับพุทธศาสนิกชนด้วยสีหน้าอิ่มบุญ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีภาพดังกล่าวปรากฏขึ้นมา ก็ทำให้ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์กส่วนหนึ่งไม่เชื่อว่าโน้สจะเป็นผู้หนึ่งที่ ศรัทธาในวัดพระธรรมกาย จึงพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ขณะที่หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพจากงานธุดงค์ธรรมชัยที่จัด ขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 เมษายนนี้จริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพราะคนใกล้ชิดของโน้ส อุดม ระบุว่า ขณะนี้โน้ตอยู่ในระหว่างการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น

“คุณโน้ส คุณตัน คุณจะศรัทธาวัดธรรมกายไม่มีใครว่าอะไรพวกคุณ แต่พวกคุณต้องเห็นใจคน กทม. ด้วยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนของพระะธุดงเหล่านี้ และผมยากถามพวกคุณว่าศาสนาพุธพระธุดงต้องปลีกวิเวกต้องอยู่ในป่า ไม่ใช่มาเดินธุดงใน กทม.”

“เขามีบุญวาสนาในการหาทรัพย์ แต่มักเสียไปกับความเชื่อส่วนตัว ไม่ว่าจะเชื่อใจเพื่อน และต่อไปก็น่าจะเป็นเชื่องมงาย คนเรามีบุญกรรมคละเคล้า แบ่งดีชั่วได้ยาก สุดท้ายก็ต้องมุ่งสู่นิพพานจึงจะสงบ ไม่ใช่มุ่งสู่สวรรค์ และการทำทานไม่ได้ทำให้สู่สวรรค์นะ การถือศีลให้มั่นคงต่างหาก”

“การทำบุญคือการที่ใจเราศัทธาที่จะทำ จะทำจำนวนเงินเท่าไหร่เเล้วเเต่ศัทธา เเต่วัดธรรมกาย บังคับเงินนการทำบุญ มันคงไม่ได้บุญหรอกครับ นอกจากจะเป็นการทำธุรกิจ เอาศาสนาบังหน้า หลงในรูป รส เเละวัตถุ”

“ทำดีได้ดี ทำไม่ดีได้ไม่ดี ถ้าเป็นทุกข์เพราะเอาเงินไปบริจาควัด ที่จะซื้อกระเบื้องหลังคา แผ่นอยู่ที่หมื่นห้าพันบาท เพราะมีลูกศิษวัดนี้มาที่บ้าน มาแนวเหมือนธุรกิจพันล้านเลย เขาจะมาบอกเราว่าคนนี้เคยไม่สบายแต่พอทำบูญซื้อหลังคาแล้วหาย แต่เราไม่หลงกลหรอก เงินหมี่นห้าพันกว่าจะหาได้ อย่าเชื่อเลย ไม่ค่อยชอบพวกหลอกลวง ใครโดนบ้าง”

“การเผยแพร่พุทธศาสนาของวัดพระธรรมกายแทนที่จะเผยแพร่พุทธศาสนาให้ลึก ซึ้ง ให้เกิดความสงบ ให้เกิดความสุขกลับตรงกันข้าม เป็นการเผยแพร่พุทธศาสนาออกไปให้คนเกิดความโลภยิ่งขึ้น คือเร่งเร้าให้เขาทำบุญเพื่อแลกกับนิพพาน แลกกับสวรรค์ ยิ่งทำบุญมากเท่าไหร่ยิ่งได้สวรรค์ใหญ่โตมากเท่านั้น ซึ่งมันผิด”

“เขาไปทำอะไรผิดหรอถึงต้องวิจารณ์กันขนาดนี้ ไร้สาระนะ โตๆกันเเล้วก็น่าจะคิดได้บ้างนะ คุณไม่ชอบก็เรื่องของพวกคุณสิ เเต่เขาศัทธาของเขาเเล้วจะทำไม ไม่ได้ไปทำอะไรให้พวกคุณเดือกร้อนนี่นา พี่โน๊สเขาเข้าวัดมานานเเล้วค่ะ ศัทธาธรรมกายนี้มาตั้งนานเเล้ว”